วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดวงอาทิตย์


     ดวงอาทิตย์ (ชื่ออังกฤษ sun) เป็นดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะของเรา ดาวเคาะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้อย และดาวหาง ล้วนแล้วแต่โคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น ดวงอาทิตยืเป็นดาวฤกษ์ที่สำคัญยิ่งต่อโลก เช่น ให้พลังงานแก่พืชในรูปของแสง และพืชก็เปลี่ยนแสงให้เป็นพลังงานในการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป้นน้ำตาล ตลอดจนทำให้โลกมีสภาวะอากศหลากหลาย เอื้อต่อการดำรงชีวิต

ดวงอาทิตย์จัดเป็นดาวฤกษ์รุ่นที่ 3 ซึ่งสันนิฐานกันว่า ก่อตัวขึ้นโดยอิทธิพลของมหานวดาราที่อยู่ใกล้ๆ เพราะมีการค้นพบธาตุหนัก เช่น ทองคำ และยูเรเนียมในปริมาณมาก ซึ่งธาตุเหล่านี้อาจเกิดปฏิกิริยานิวเคลียรืชนิดดูดความร้อนขณะที่เกิดมหานวดารา หรือการดูดซับนิวตรอนในดาวฤกษ์รุ่นที่ 2 ซึ่งมีมวลมาก

ดวงอาทิย์ เป็นดาวฤกษ์ที่ให้พลังงานแก่โลก ซึ่งปริมาณของพลังงานนี้ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่เราเรียกว่า ค่าคงตัวสุริยะ (solar constant) บนโลก (หรือ ระยะ 1 หน่วยดาราศาสตร์จากดวงอาทิตย์) มีค่าคงตัวตัวสุริยะโดยเฉลี่ยที่ 1,370 วัตต์ต่อตารางเมตร แต่ว่าพลังงานที่โลกได้รับมีค่าน้อยลง ด้วยเพราะบรรยากาศโลกได้สกัดกั้นออกไป จนเหลือเพียง 1,000 วัตต์ต่อตารางเมตร เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะและท้องฟ้าโปร่ง ทว่ายังอันตรายอยู่มาก หากแต่ธรรมชาติได้ให้พืชทำการดูดพลังงานเหล่านี้ไปใช้ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นชีวมวล และเมื่อพืชเหล่านั้นตายลง ก็เกิดกระบวนการทับถมจมลงไปใต้พื้นดินจนเกิดเป็นถ่านหินและน้ำมัน นอกจากนี้เราก็สามารถเปลี่ยนจุดนี้จากวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการนำเซลล์สุริยะมาติดตั้งกลางแจ้ง เพื่อแปลงพลังงานแสง เป็นพลังงานไฟฟ้าต่อไป

ดวงอาทิตย์เกิดขึ้นด้วยมวลก๊าซมหาศาลซึ่งทำให้ใจกลาง ซึ่งเป็นส่วนในสุดที่ห้อมล้อมด้วยชั้นที่เย็นกว่าหลายชั้นนั้นร้อนจัดมาก ที่ใจกลางดังกล่าวมีอุณหภูมิราว 36 ล้านองศาฟาเรนไฮต์ แต่ที่พื้นผิวนอกร้อนเพียง 11,000 องศาเท่าันั้น และ เส้นผ่านศุนย์กลาง 849,443 ไมล์ หรือ 1,392,530 กิโลเมตร อยู่ห่างจากโลกราว 93 ล้านไมล์ (150 ล้านกิโลเมตร) ประกอบด้วยก๊าซฮีเลียมประมาณร้อยละ 24 ไฮโดรเจนร้อยละ 75 และ ธาตุอื่นๆอีกประมาณร้อยละ 1 

ลักษะพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั้น จะเห็นภาพปรากฏที่เรียกว่า จุดดำบนดวงอาทิตย์ (Sunspots) เป็นบริเวณสีคล้ำกว่า เรียกว่า เงามืด (Umbra) ส่วนรอบๆมีสีจางกว่าเรียกว่า เงาสลัว (Penumbra) บริเวณจุดบนดวงอาทิตย์นี้ ไม่ได้มืดหรือดับไปดังที่บางคนเข้าใจ แท้จริงแล้วจุดเหล่านี้มีความสว่างและความร้อนยิ่งกว่าทังสเตนถึงจุดหลอมเหลว ซึ่งบางจุดมีอุณหภูมิถึง 3,800 เคลวิน